เมื่อเลือกวิถีที่จะเป็นสาวโสดแล้วล่ะก็ สิ่งสำคัญที่ต้องมีคือเงิน!! เพราะนอกจากเอาไว้ใช้ยามฉุกเฉินแล้ว ในยามบั้นปลายชีวิตก็จำเป็นต้องใช้เงินเช่นกัน แก่ตัวไปทำงานไม่ไหวใครจะเลี้ยงดูจริงไหม ดังนั้นจึงต้องเริ่มออมเงินตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อเอาไว้ใช้ยามจำเป็น ซึ่งการออมเงินในปัจจุบันก็มีหลายแบบ ทั้งออมเงินแบบฝากประจำ ออมเงินกองทุน ออมเงินหุ้นต่างๆ ดังนั้นลองมาดูสิว่า เราจะออมเงินแบบสาวโสดได้อย่างไรบ้าง 1.หลังเกษียณไม่มีเงินออมลำบากแย่เลย สาวโสดที่ไม่มีเงินออมเลยนั้นในอนาคตจะใช้ชีวิตลำบาก โดยเฉพาะช่วงหลังวัยเกษียณ เพราะไม่มีเงินในการเลี้ยงดูตัวเอง บางคนไม่มีลูกไม่มีหลานด้วย ยิ่งทำให้ชีวิตอยู่ยากขึ้น ยามป่วยไข้ก็จะไม่มีเงินรักษาเพราะไม่มีหลักประกันในเรื่องของเงินออม ดังนั้นควรเริ่มทำเสียตั้งแต่วันนี้ การออมเงินไม่ใช่เรื่องยากหากตั้งใจอยากจะเก็บจริงๆ คิดซะว่าอดเปรี้ยวไว้กินหวาน ลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยลง สิ่งของนั้นไม่ยั่งยืนเท่ากับเงินทองในอนาคต เริ่มง่ายๆ ด้วยการแบ่งเงินออมออกจากเงินเดือนสัก 10-20% ทุกเดือน พอครบปีก็จะได้เงินก้อน จะทำให้มีกำลังใจในการเก็บเงินมากขึ้น 2.การเก็บเงินเพื่อการลงทุนไว้ใช้ยามเกษียณ สำหรับสาวๆ ที่มีทุนมากหน่อย จะออมเงินแบบการลงทุนก็เป็นตัวเลือกที่ดี ไม่ว่าจะเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนตราสารหนี้ต่างๆ ขึ้นอยู่กับความชอบ สำหรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้นจะมีการหักเงินจากบัญชีเงินเดือนของคุณทุกเดือน เพื่อเก็บสะสมไว้ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ…

เรื่องเงินๆ ทองๆ สำหรับมนุษย์เงินเดือนนั้น เป็นอะไรที่ต้องบริหารให้ดีๆ บางคนไม่เคยวางแผนเลย จนการเงินเลอะเทะจะมาจัดการทีหลังก็ยุ่งยาก อีรุงตุงนังไปหมดกว่าจะแก้หมดก็ผ่านไปหลายปี จนกว่าจะมีเงินเก็บได้ก็ปากเข้าไปสามสิบแล้ว หากใครไม่อยากให้การเงินวุ่นวายล่ะก็ วันนี้เรามีเคล็ดลับขั้นตอนการใช้จ่ายเงินแบบที่เหมาะสมกับมนุษย์เงินเดือนมาฝากกัน 3 ขั้นตอนจัดการค่าใช้จ่าย ที่มนุษย์เงินเดือนต้องอ่าน 1.ตัวอย่างเช่นหากอยู่คนเดียวรับผิดชอบแค่ตัวคนเดียว ให้กำหนดค่าใช้จ่ายประจำวันเอาไว้แบบตายตัว มีรถหรือไม่ ถ้ามีค่าแก๊สหรือน้ำมันที่ต้องเติมวันละกี่บาท หรือหากขึ้นรถโดยสารค่ารถไปกลับวันละกี่บาท ค่ากินวันละกี่บาท เช่นหากไม่มีรถ แต่ขึ้นบีทีเอสทุกวัน เที่ยวละ 40 บาท ค่ากิน 2 มื้อ 100 บาท เท่ากับว่าหนึ่งวันใช้เงินไป 140 บาท เดือนนึงก็จะประมาณ 4200 บาท ดังนั้นให้หักเงินเอาไว้ 4200 บาท เอาไว้ต่างหาก 2.แบ่งเป็น…

เหตุการณ์ชักหน้าไม่ถึงหลังนี้ เชื่อว่าหลายคนไม่อยากประสบพบเจอเพราะมันเกี่ยวกับสภาพคล่องทางการเงิน หาได้เท่าไหร่ก็ไม่พอใช้ในแต่ละเดือนสักที ซึ่งกลายเป็นปัญหาระดับชาติไปแล้ว เพราะแต่ละครอบครัวนั้นมีรายจ่ายที่สูงขึ้น แต่บางคนรายได้ยังเท่าเดิมอยู่ และยิ่งเป็นคนที่ไม่ระวังในเรื่องการใช้จ่าย ก็จะทำให้เกิดอาการชักหน้าไม่ถึงหลัง จนไม่มีเงินเก็บเอาไว้ใช้ยามฉุกเฉิน ดังนั้นวันนี้เราจึงมีข้อแนะนำในการป้องกันการชักหน้าไม่ถึงหลังมาฝากกัน 1.เริ่มจากลองมาสำรวจค่าใช้จ่ายต่างๆ ในชีวิตประจำวันกันก่อน ลองแยกออกมาดูว่าในแต่ละวันต้องจ่ายอะไรบ้าง และในแต่ละเดือนต้องจ่ายอะไรบ้าง โดยจะแบ่งเป็นสองแบบดังนี้ 1.1ค่าใช้จ่ายที่แน่นอนในแต่ละเดือน ที่รู้อยู่แล้วว่าจะต้องจ่ายแน่ๆ เช่นค่าบ้าน ค่ารถ ค่าเน็ตเป็นต้น 1.2ค่าใช้จ่ายไม่แน่นอน ในส่วนนี้จะเป็นค่าใช้จ่ายที่ในแต่ละเดือนอาจจะใช้ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ในแต่ละเดือน อย่างเช่นค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าซื้อของ ค่าโทรศัพท์เป็นต้น เมื่อลองคำนวณดูแล้วพบว่ารายจ่ายมีมากกว่ารายรับ แสดงว่ากำลังเข้าสู่ช่วงวิกฤตแน่ๆ เหตุการณ์ชักหน้าไม่ถึงหลังคงเกิดขึ้นแน่นอน ดังนั้นลองตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปบ้างเพื่อให้สถานภาพทางการเงินเกิดความบาลานซ์ 2.อีกหนึ่งทางออกเพื่อให้การเงินลื่นไหลมากขึ้น หากจำเป็นต้องผ่อนสินค้า ก็ใช้ผ่อนด้วยสินเชื่อที่ถูกต้อง และหากผ่อนอยู่หลายชิ้น ก็ให้ผ่อนตัวที่ดอกเบี้ยสูงที่สุดให้จ่ายสินเชื่อนั้นแบบเต็มจำนวน จะได้เป็นการลดภาระในอนาคตไม่ต้องมานั่งจ่ายเบี้ยหัวแตก โดยสินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงนั้นจะทำให้เสียเงินส่วนนี้ไปถึง 28%…

เคล็ดลับการประหยัดนั้นมีมากมายเหลือเกิน แต่เชื่อว่าคงมีไม่กี่วิธีทำนั้นที่สามารถตัดใจทำได้จริงๆ เพราะการประหยัดเงินนั้นยากพอๆ กับการห้ามใจไม่ให้กินของอร่อย แต่หากว่ายังไม่เริ่มเก็บวันนี้ก็จะผลัดไปเรื่อยๆ ไม่ได้เก็บสักที ดังนั้นลองเปลี่ยนตัวเองมาเป็นคนชอบออมเงินกันดีกว่า ยิ่งคนที่มีหนี้มีสินด้วยแล้ว ควรค่าแก่การประหยัดค่าใช้จ่ายเป็นอย่างยิ่ง 1. เคลียร์หนี้บัตรเครดิตให้หมดก่อน ก่อนอื่นเลย หากอยากให้สภาพการเงินกลับมาเป็นปกติ ควรเคลียร์หนี้สินก่อนอย่าปล่อยให้เรื้อรัง ให้เริ่มประหยัดเงินเพื่อนำส่วนต่างที่เหลือมาชำระหนี้บัตรให้หมดก่อน เพราะว่าดอกเบี้ยของบัตรพวกนี้ในแต่ละปีค่อนข้างสูง ยิ่งจ่ายแต่ขั้นต่ำยิ่งทำให้หนี้พอกพูนเคลียร์ไม่หวาดไม่ไหว 2. ใช้รถสาธารณะบ้างก็ได้ สำหรับคนมีรถของตัวเองช่วงที่ประหยัดเงินควรพักจอดรถไว้ที่บ้าน แล้วหันมานั่งรถสาธารณะแทน หากว่าบ้านกับที่ทำงานไม่ได้ไกลกันมากนัก หรือที่พักอาศัยอยู่ในแนวรถไฟฟ้า ก็ไม่ควรขับรถออกมา นอกจากเป็นการสร้างภาระให้ท้องถนนแล้วยังเป็นการสิ้นเปลืองเงินในการเติมน้ำมันอีกด้วย 3. แอบส่องมาตรวัดน้ำและมาตรไฟฟ้าทุกวัน จริงๆ แล้วการเช็คสาธารณูปโภคก็เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน เพราะจะทำให้รู้ว่าในแต่ละวันเราใช้น้ำใช้ไฟไปเยอะมากแค่ไหน การเช็คเป็นประจำจะทำให้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายตรงนี้ได้ด้วย ทำให้สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้

หลายคนชอบบ่นว่าเงินเดือนน้อยจะไปรวยได้อย่างไร แต่จริงๆ แล้วจะรวยหรือจนไม่ได้ขึ้นอยู่กับรายได้เยอะหรือน้อย แต่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้เงินมากกว่า ต่อให้มีเงินเดือนหลักแสนแต่ไม่รู้จักใช้ก็ทำให้หมดไวได้เช่นกัน ลองมาดูกันว่าเรามีพฤติกรรมการใช้เงินแบบไหน ข้อแนะนำต่อไปนี้เป็นพฤติกรรมที่พาจนเอาง่ายๆ มาสำรวจตัวเองกัน 1. เงินเดือนมาก ค่าใช้จ่ายก็มากตามไปได้ บางคนเงินเดือนขึ้นทุกปี แต่รายจ่ายก็มากมีตามไปด้วย ทั้งๆ ที่ก็ใช้ชีวิตตามปกติ แต่ความไม่ปกติคือพฤติกรรมการใช้เงินที่แปรผันตามรายได้นั่นเอง มีเงินมากก็ใช้มาก จึงทำให้แต่ละเดือนไม่มีเงินเก็บเหลือเลย ใครเป็นแบบนี้ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมซะใหม่ หันมาเก็บเงินเอาไว้บ้าง ใช้จ่ายให้เหมาะสมก็จะมีเงินเหลือ 2. ใช้เงินโดยไม่คิด อารมณ์แบบมีเท่าไหร่ก็ใช้หมด ไม่ได้คิดเผื่ออนาคตว่าจะมีใช้ไหม เอาแค่ความพอใจในแต่ละวันพอ ไม่ได้คิดไปอีกห้าปีสิบปีว่าจะมีเงินเก็บไหม จึงทำให้ใช้จ่ายแบบฟุ่มเฟือย ใครกำลังเป็นแบบนี้ควรเปลี่ยนความคิดใหม่เลย เพราะอะไรก็ไม่แน่ไม่นอน อยู่ๆ คุณอาจจะตกงานแบบกะทันหันได้ทุกเมื่อ ยังไงซะมีเงินเก็บไว้ก็อุ่นใจกว่า 3. วันหน้าค่อยออมเงิน ไม่ต้องรีบ เป็นข้ออ้างของคนชอบช้อป ชอบซื้อ ผัดวันประกันพรุ่ง ซึ่งหากใครคิดแบบนี้ล่ะก็ไม่มีทางที่จะมีเงินเก็บได้แน่นอน…

สำหรับนักศึกษาที่เพิ่งจบใหม่และมีงานทำหมาดๆ อาจจะยังบริหารเงินไม่ค่อยถูกนัก ได้เงินเดือนเดือนแรกมา ก็มักจะหมดไปกับการใช้จ่าย ซื้อของที่ตนเองอยากมีอยากได้ ซึ่งจริงๆ แล้ว เงินเดือนก้อนแรกนี่แหละสำคัญนัก หากบริหารจัดการดีๆ ก็จะทำให้เดือนต่อๆ ไปไม่กระท่อนกระแท่น มีเงินพอใช้ไปตลอดแถมเหลือเก็บอีกต่างหาก วันนี้เราจึงมีเทคนิคดีๆ ในการบริหารเงินเดือนก้อนแรกมาฝากกัน 1.รู้จักแบ่งเก็บออม อย่าเอาแต่รู้จักใช้ เมื่อได้เงินเดือนก้อนแรกมาแล้ว สิ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรกคือ แบ่งแยกค่าใช้จ่ายออกมา และเหลือเงินหนึ่งส่วนเอาไว้เก็บออม ฝึกออมเงินให้เป็นนิสัยจะได้ทำได้ตลอดไม่เผลอเอามาใช้จ่าย ซึ่งเงินเก็บส่วนนี้แหละสามารถนำมาใช้ยามฉุกเฉินได้ เพราะเหตุการณ์ไม่คาดฝันนั้นเกิดขึ้นได้เสมอ 2.ตอบแทนพระคุณบุพการี เงินเดือนก้อนแรกที่ได้มานัก หากไม่เหนือบ่ากว่าแรงก็ควรแบ่งไว้ให้ผู้มีพระคุณเพื่อเป็นการตอบแทนที่เลี้ยงดูเรามา เป็นการรับผิดชอบหน้าที่ลูกที่ดี เพื่อให้ท่านได้นำเงินส่วนนี้ไปใช้จ่ายส่วนตัวบ้าง 3.ให้รางวัลตัวเอง ต่อเติมกำลังใจ เงินเดือนก้อนแรกนั้น จะแบ่งออกมาเพื่อให้กำลังใจตัวเองก็ถือว่าควรทำ แต่ต้องเป็นการให้รางวัลที่ไม่เกินตัว อย่างเช่นเงินเดือนสองหมื่นแต่ให้รางวัลตัวเองด้วยกระเป๋าใบละแสน แบบนี้ก็ไม่ควรทำเพราะเป็นการใช้เงินเกินตัวเกินไป อาจจะเป็นการดูหนังหนึ่งเรื่อง หรือไปกินมื้อพิเศษสักมื้อก็พอได้อยู่

ใครๆ ก็อยากสบายด้วยกันทั้งนั้น อยากจะมีเงินมีทองมากๆ เพื่อเอามาใช้จ่ายสนองความต้องการของตัวเอง บางคนมีต้นทุนไม่มาก เลยตั้งใจทำงานหนักเพื่อเก็บเงินเก็บทองเอาไว้ใช้ในยามหน้า แต่เมื่อมองดูอนาคตแล้วยังห่างไกลจากคำว่ารวยอยู่ดี ทำเท่าไหร่ก็ไม่พอ หาเงินมาได้ก็หายไปหมดไม่รู้หายไปไหน หากเป็นแบบนี้ล่ะก็ ลองมาสำรวจตัวเองหน่อยสิว่า กำลังใช้เงินแบบผิดๆ อยู่รึเปล่า ถึงทำให้ไม่รวยสักที 1. ขาดแรงกระตุ้น หลายคนอยากรวยแต่ไม่เคยเหลียวมาดูเงินเก็บในบัญชีเลยว่ามีกี่บาท ปล่อยแหมะคาไว้ที่หลักพัน เผลอๆ บางคนหลักศูนย์ก็มี นั่นเพราะอาจจะขาดแรงกระตุ้นหรือแรงจูงใจในการเก็บเงินแบบจริงๆ จังๆ ลองเปลี่ยนความคิดดูใหม่ หรือตั้งเป้าหมายใหม่ดู แล้วเริ่มเก็บเงินแบบจริงจัง รับรองว่าจะเก็บเงินได้เยอะกว่าเดิมแน่นอน 2. ซื้อของแบบไม่คิดหน้าไม่คิดหลัง ความอยากได้อยากมีก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ไม่รวยสักที เพราะเห็นของใหม่เป็นไม่ได้ต้องซื้อต้องเปลี่ยน ทั้งๆ ที่ของเก่าก็ยังใช้ได้ดีอยู่ไม่ได้มีปัญหา บางคนก็ชอบตามเทรนด์ เห็นเขามีต้องมีด้วยไม่มีไม่ได้จึงทำให้เงินหมดไปอย่างไม่รู้ตัว ดังนั้นก่อนจะซื้ออะไรควรไตร่ตรองให้ดีก่อน ว่าจำเป็นต้องซื้อหรือไม่ 3. แก็ดเจ็ตออกใหม่ไม่มีไม่ได้แล้ว สำหรับคุณผู้ชายทั้งหลายที่บ้าเทคโนโลยี ก็ไม่ต่างจากสาวๆ…

อาชีพฟรีแลนซ์นั้นดูอิสระมาก แต่ก็ต้องแลกด้วยความเสี่ยงเช่นกัน รายได้ก็ไม่แน่นอน แถมหากบริหารเงินไม่ดีล่ะก็ อาจจะทำให้การเงินพังเลยก็ได้ ชักหน้าไม่ถึงหลังเผลอๆ เป็นหนี้เป็นสิน ทำงานเท่าไหร่ก็ไม่พอใช้ ดังนั้นหากใครอยากจะเริ่มเป็นฟรีแลนซ์อย่างจริงจังล่ะก็ วันนี้เรามีเทคนิคในการบริหารเงินสำหรับฟรีแลนซ์มาฝากกัน ต้องวางแผนอย่างไรถึงจะมีความมั่นคงทางการเงินเหมือนกับชาวออฟฟิศ 1. วางแผนการใช้จ่ายให้ชัดเจน ด้วยรายได้ที่ไม่แน่นอน เดี๋ยวเยอะเดี๋ยวน้อย กะเกณฑ์อะไรไม่ค่อยได้ บางเดือนดีหน่อยก็ได้เงินเยอะ แต่บางเดือนแย่หน่อยงานไม่ค่อยมี ก็ได้เงินน้อยตามระเบียบ ดังนั้นจึงต้องวางแผนชีวิตให้ดีในเรื่องของรายรับรายจ่าย ดูว่ารายจ่ายแต่ละเดือนมีอะไรบ้างที่จำเป็นต้องจ่าย จะได้จัดสรรเงินได้อย่างถูกต้อง และยังช่วยในการคุมค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นได้อีกด้วย 2. มีบัญชีฉุกเฉิน การมีบัญชีแยก เอาไว้ใช้ยามฉุกเฉินก็สำคัญเช่นกัน ส่วนใหญ่แล้วจะต้องมีเงิน 6 เท่าของรายได้หลัก แต่ชาวฟรีแลนซ์นั้นรายได้ไม่แน่นอน ดังนั้นให้ตีกลมๆ เฉลี่ยในแต่ละเดือนว่าได้ประมาณเท่าไหร่ ก็เก็บออมเอาไว้ล่วงหน้าก่อนจะออกมาเป็นฟรีแลนซ์ หรืออาจจะคำนวณจากรายจ่ายเป็นหลักก็ได้ ควรเงินมากกว่ารายจ่ายประมาณ 6 เท่า เพราะว่าฟรีแลนซ์อย่างเราๆ นั้น…

Back to top